• 12 มีนาคม 2019 at 17:02
  • 109
  • 0

          “พี่นาค” เมื่อการบวชกลายเป็นเรื่องน่ากลัว ?

 

“พี่นาค” หนังผีไทยเรื่องล่าสุดจากค่ายไฟว์สตาร์กลายเป็นผลงานม้ามืดที่กวาดรายรับไปได้ชนิดใคร ๆ ก็แปลกใจ  ตัวหนังเองคงมีจริตบางอย่างทั้ง ผีและ ตุ๊ดที่ถูกใจคนดูชาวไทย

 

Image result for พี่นาค

 

หนังผูกเรื่องง่าย ๆ เมื่อกลุ่มเพื่อนสามคนได้แก่ โหน่ง บอลลูน และก็อต ต้องไปแก้บน ณ วัดกลางป่าแห่งหนึ่ง เหตุจากบอลลูนดันไปบนไว้ว่าหากถูกหวยจะบวชแก้บนเป็นเวลาสามพรรษา แถมในคำบนบานยังผูกลากเอาก็อตเพื่อนสนิทไปด้วย ในขณะที่โหน่งนั้นถึงวัยเบญจเพศพอดี เขาอยู่่ท่ามกลางทางเลือกระหว่างจิตใจตัวเองที่ไม่อยากบวชกับพ่อผู้ขอร้องให้เขาได้ครองผ้ากาสาวพัตร์สักครั้ง

 

แต่แล้ววัดแห่งนี้กลับมีอาถรรพ์ ใครก็ตามที่มาบวชต่างมีอันเป็นไปก่อนพิธีในขณะที่ยังเป็นเพียงแค่ นาคเท่านั้น ทั้งโหน่ง บอลลูน และก็อตจึงต้องผจญภัยและแก้ปริศนาเพื่อทำอย่างไรก็ได้ให้ตนเองได้บวช

 

น่าสนใจไม่น้อยที่หนังเลือกใช้การบวชพระมาเป็นแก่นแกนของเรื่อง ดูแวบแรกเหมือนหนังกำลังตั้งคำถามต่อวิธีคิดในการบวชที่มักจะกีดกันบุคคลที่เพศสภาพอื่น ๆ เช่น เป็นตุ๊ด เป็นเกย์ ออกไป  หากนึกเร็ว ๆ หนังที่พูดถึงประเด็นนี้ก่อนหน้านี้คือหนังสั้นคือ ภิกษุณี ของธัญญ์วาริน สุขะพิศิษฐ์ ที่ธัญญ์วารินตั้งคำถามว่าแล้วตุ๊ดอย่างเธอถ้าอยากบวชจะทำอย่างไร

 

ทว่าพอหนังเล่า ๆ ไปก็อาจจะลืมไปว่าสิ่งไหนคือคำถามตั้งต้นกันแน่

ประเด็นเลยเขวหลงทางไปบ้าง....

 

 

ความสับสนในเชิงบทเริ่มตั้งแต่การเซ็ทตัวละครให้คิดเห็นอย่างไรกับการบวชพระกันแน่ เริ่มแรกทั้งสามตกอยู่ในสภาวะบวชแบบจำยอม โหน่งบวชเพื่อแก้เคล็ดเบญจเพศ บอลลูนบวชแก้บน ส่วนก็อตที่ไม่รู้เห็นใด ๆ ตกกระไดพลอยโจนต้องมาร่วมบวชด้วยเพราะคำอธิษฐานของบอลลูน แน่นอนว่าสภาวะของทั้งสามมีแต่ความไม่เต็มใจและกระฟัดกระเฟี้ยด (โดยเฉพาะบอลลูน)

 

สถานการณ์เช่นนี้ชวนให้คิดถึงบทความเกี่ยวกับการบวชพระที่ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เมื่อเร็ว ๆ นี้

 

นิธิพูดถึงการบวชพระในสังคมไทยว่า มีน้อยคนที่จะมาบวชเพื่ออยากจะหลุดพ้น เพราะการบวชแท้จริงแล้วเป็นกิจกรรมทางสังคมที่ในทางหนึ่งก็ช่วยยกระดับสถานะทางสังคม บางคนเกิดในครอบครัวที่ยากจน หนทางเดียวที่จะได้เรียนหนังสือคือการบวชเป็นเณรเพื่อศึกษาหาความรู้ ดังนั้นเราจะมักเห็นพระเณรที่เป็น ตุ๊ดเด็กบ่อย ๆ

 

การบวชยังช่วยสร้างคอนเนคชั่นระหว่างตัวพระและชุมชนอื่น ๆ ทำให้รู้จักคนมากขึ้น ในหลาย ๆ ที่คนเป็นผู้ใหญ่บ้านก็มักเลือกจากทิดที่บวชพรรษามานานเพราะรู้จักคนเยอะ

 

แน่นอนว่า การบวชในเชิงความเชื่อ จำพวกบวชแล้วพ่อแม่ขึ้นสวรรค์ หรือบวชแก้บนก็พบได้ทั่วไป ซึ่งคนบวชบางทีก็ไม่ได้อยากบวชจริง ๆ แต่บวชเพื่อความอิ่มเอมใจของคนเป็นพ่อแม่

 

ในพี่นาค บทได้วางเงื่อนไขให้ทั้งโหน่งและก็อตมีปมกับพ่อ โหน่งนั้นไม่อยากบวช แต่พอมีคนบอกว่าให้ลองคิดว่าคนที่ขอให้บวชให้เป็นแม่ที่เสียไปแล้ว เขาก็เปลี่ยนวิธีคิดไป ในขณะที่ก็อต ผู้มีพ่อเป็นทหารและปฏิเสธ ลูกสาวคนนี้ ก็หวังให้พ่อยอมรับในตัวเธอผ่านการบวชเป็นพระ

 

สิ่งที่ก็อตคิดเผิน ๆ แล้วดูเป็นเรื่องปกติ แต่พอผูกกับสิ่งที่เกิดในเรื่องแล้วอาจจะขยายให้เห็นปัญหาในวิธีคิดของศาสนาพุทธที่เรามักนึกไม่ถึง

 

หนังผูกปมปัญหาเข้ากับตำนานพุทธประวัติที่พญานาคปลอมตัวมาขอพระพุทธเจ้าบวช แต่แล้วเมื่อความแตก พญานาคเลยต้องสึกแล้วไปรับใช้พระพุทธศาสนาในรูปแบบอื่น เช่น การกลับคืนร่างแล้วกลายเป็นอาสนะให้พระพุทธเจ้านั่งจนกลายเป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก จากนั้นในการบวชพระ คนที่จะบวชจะมีสถานะเป็นนาค และในบทขานนาคที่นาคต้องท่องและตอบคำถามนั้น ก็มีการถามตัวนาคว่าท่านเป็นมนุษย์หรือไม่ เพราะหากว่าไม่ใช่มนุษย์ ท่านก็จะบวชไม่ได้

 

ในภาพอาจจะมี 2 คน, ผู้คนกำลังนั่ง

 

            ถ้านาคบวชเป็นพระไม่ได้ แล้วตุ๊ดที่ไม่ใช่ทั้งชายและหญิงล่ะ บวชได้ไหม

 

ก่อนหน้านี้เคยมีหนังสารคดีสั้นที่ตั้งคำถามต่อประเด็นนี้เช่น เรื่อง ความตายของหิ่งห้อย ที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับชายพิการสติไม่สมประกอบคนหนึ่ง ซึ่งมีความสนใจและชื่นชอบพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เขามีเป็นคนมีจิตอาสาช่วยงานวัดมากมายและยังสวดมนต์ได้อย่างคล่องแคล่ว เมื่อเขาอยากบวชขึ้นมากลับไม่มีวัดไหนในละแวกนั้นรับเพียงเพราะเรื่องหน้าตาของวัด เกรงจะโดนข้อครหาว่ารับคนปัญญาอ่อนมาบวชได้อย่างไร

 

อย่างไรก็ดี หนังไม่ได้ชวนให้ตั้งคำถามต่อเรื่องนี้มากนัก พอถึงกลางเรื่องที่ตัวละครมีเป้าหมายในชีวิตต่อการบวชชัดเจน (บวชให้แม่ที่ตายไป บวชเพื่อให้พ่อยอมรับ)  ความไม่พอใจต่อการต้องมาบวชของแต่ละคนก็หายไปกลายเป็นความมุ่งมั่นที่จะต้องทำให้สำเร็จให้ได้ ทั้งที่ในความเป็นจริง เจอขนาดนี้แล้วหลายคนคงเลือกกลับบ้านหรือไปบวชวัดอื่นแทน

 

 

วิธีคิดแบบนี้ในหนังไทย (และสังคมไทย) คือการมองว่าเรื่องการบวชนั้นยังไงเสียมันก็เป็นเรื่องดีโดยอัตโนมัติ ใครสักคนที่ไม่อยากบวช หรือคัดค้านพิธีการบวชจะกลายเป็นคนหัวแข็งวิธีคิดประหลาดทันที ในครึ่งหลังตัวละครจึงไม่ทบทวนความไม่พอใจตอนแรกของการมาบวช

 

ทุกความคิดถูกกลืนหายโดยอัตโนมัติ และท้ายที่สุด ทุกคนก็กลายเป็นพระที่ดี (ไม่โหวกเหวกโวยวาย สำรวมตามที่พระสงฆ์พึงเป็น) และกลายเป็นว่าการกีดกันในตอนแรกที่ตัวละครต้องเจอนั้นก็เหมือนถูกลืม ไม่ถูกพูดถึงเลยในที่สุด และหนังก็ให้คำตอบกลาย ๆ ว่าถ้าอยากบวชนั้นก็ง่ายนิดเดียว คุณต้องทิ้งตัวตนจากการเป็นตุ๊ดเป็นเกย์ กลับมาสู่การเป็นผู้ชาย กิริยาอาการใด ๆ ที่ไม่ใช่ผู้ชายก็ต้องถูกควบคุมมิให้เผยออกมา หากคุณเป็นชายและกล่าวคำขานนาคได้แล้ว คุณก็จะได้รับการยอมรับให้บวชเอง 

 

ดูจบก็อดรู้สึกเสียดายไม่น้อยที่หนังไม่ตั้งคำถามกับประเด็นเหล่านี้ ทว่าก็ไม่รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด และก็ยังหวังให้หนังไทยเมนสตรีมหยิบเอาเรื่องนี้มาเล่าแบบจริงจังสักที