• 4 กุมภาพันธ์ 2019 at 19:38
  • 225
  • 0

 

Sex Education มีแต่คนไทยเท่านั้น ที่ทำให้เรื่องเพศสัมพันธ์ "น่ากลัว"

 

 

Sex Education เป็นซีรีส์ท้องเรื่องเกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษซึ่งกำลังเป็นที่พูดถึงเป็นอย่างมาก หลาย ๆ ความเห็นในโซเชียลมีเดียล้วนเป็นไปในทางบวก โดยเฉพาะทิศทางที่ว่าซีรีส์แนว Coming of Age ที่นำเสนอปัญหาเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่นได้เข้าสู่หัวอกหัวใจของผู้ชม

 

ซีรีส์นี้เลือกเล่าชีวิตของเด็กวัยรุ่นอังกฤษที่ ทุกคนล้วนต้องเผชิญปัญหาเรื่องเพศ ตัวเอกสามคนได้แก่ โอทิส ตัวเอกของเรื่องมีปมในใจจนไม่สามารถแม้แต่สำเร็จความใคร่ได้ ทว่ากลับเป็นเรื่องย้อนแย้งที่เขากลับเป็นคนที่ให้คำปรึกษาคนอื่นได้อย่างดี  เมฟ เด็กสาวชนชั้นกลางค่อนล่างที่ดิ้นรนหาเงินมาจ่ายค่ารถเทรลเลอร์ที่ถูกเปลี่ยนเป็นห้องพัก เอริค เกย์ผิวสีที่ถูกทุกคนมองว่าเป็นชอยส์สอง ไม่เคยเป็นคนสำคัญ  ทั้งสามชีวิตถูกผูกเข้ากับเพื่อนในโรงเรียนที่มีความหลากหลายทั้งชนชั้นและปัญหา ไม่ว่าจะเป็นลูกครูใหญ่กล้ามโตที่มีปมที่ห้องเครื่องยักษ์ สาวพอชหัวสูงที่ขาดประสบการณ์ทางเพศ หรือแม้แต่สาวนักดนตรีที่วัน ๆ ได้แต่จินตนาการว่าการมีช้างน้อยไปอยู่ในจิมิของเธอนั้นจะรู้สึกอย่างไร

 

 

ข้อดีของ Sex Education คือการเลือกนำเสนอปัญหาเหล่านี้อย่างเป็นสามัญ พูดง่าย ๆ ทุกคนต้องเจอ เพียงแต่เจอในรูปแบบแตกต่างกันไป และการแก้ปัญหาในแต่ละเคสนั้นไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยาก เพราะไม่มีปัญหาใดที่จะถูกแก้ไขเพียงด้วยการดีดนิ้วแล้วตัวละครจะเข้าใจหรือก้าวข้ามปมที่กำลังทุกข์ระทม มีแต่การเรียนรู้ เข้าใจ ยอมรับและหาทางปรับไปทีละน้อย ๆ  Sex Education ในทางหนึ่งจึงเหมือนเป็นใช้ Soft Power กล่อมเกลาวิธีคิดผู้ชมโดยเฉพาะวัยรุ่นในการจัดการปัญหาชีวิต

สื่อบันเทิง ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ ละคร เพลง ฯลฯ มีพลังอำนาจในการทำให้คนคล้อยตาม เพราะเนื้อหาที่แฝงมากับความบันเทิงนั้นไม่ได้ถูกนำเสนอในเชิงสั่งสอนตรง ๆ ท่วงท่าลีลาวิธีคิดที่ตัวละครคิดและทำจะค่อย ๆ ซึมเข้าสู่ความคิดของผู้ชมคล้าย ๆ น้ำซึมบ่อทราย เริ่มดูไม่รู้สึกอะไร แต่เมื่อหนังหรือซีรีส์นั้น ๆ จบลง เราก็พลอยรับเอาสารที่ถูกเสนอไว้ได้โดยไม่รู้ตัว

ดู Sex Education แล้วก็อดนึกถึงเปรียบเทียบกับสื่อบันเทิงไทยที่ถูกใช้ในการสอนเรื่องเพศสัมพันธ์ไม่ได้ ในไทยเองสื่อบันเทิงโดยเฉพาะภาพยนตร์สั้นก็มักถูกเลือกใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารประเด็นเรื่องเพศสัมพันธ์ไปสู่กลุ่มผู้ชมโดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ความแตกต่างอย่างชัดเจนของวิธีคิดคือของไทยนั้นมักมุ่งเน้นนำเสนอผ่าน ความกลัวเป็นหลัก

 

ในสังคมไทย เรื่องเพศเป็นเรื่องที่ถูกกำหนดด้วยกาละและเทศะในการพูดถึง วิธีคิดหลักที่มองเรื่องเพศสัมพันธ์ที่ถูกต้องในทำนองคลองธรรมวนเวียนอยู่กับเรื่อง อย่าชิงสุกก่อนห่าม อย่าอยู่ก่อนแต่ง จงเก็บรักษาพรหมจรรย์ไว้จนกว่าจะแต่งงาน วิธีคิดนี้ถูกสอนและปลูกฝังลงในหัวของเด็กทุกคนตั้งแต่ประถมยันมัธยม หากใครมีพฤติกรรมแปลกไป เช่นเด็กมัธยมมีอะไรกัน ไม่ว่าจะเป็นชายกับหญิง ชายกับชาย หรือหญิงกับหญิง ก็จะถูกมองเป็นเรื่องไม่ดีทันที ตัวอย่างที่มักมาพร้อมกับการสอนแบบนี้คือการยกตัวอย่างภาพเหตุการณ์ความลำบากที่ ฝ่ายหญิงจะได้รับ เช่น มีอะไรกับแฟนขณะยังเรียนเลยท้องเลยต้องไปทำแท้งจนเสียอนาคต เป็นต้น

 

 

ผมเองเป็นคนที่ติดตามหนังสั้นนักเรียนนักศึกษามาพอสมควร พบว่าในปีหนึ่ง ๆ จะมีหนังสั้นที่นำเสนอประเด็นท้องก่อนแต่งและท้องในวัยเรียนถูกสร้างออกมาในเชิงอุทาหรณ์สอนใจผู้ชมอยู่ไม่น้อย เหตุการณ์หลักที่มักถูกใส่เข้ามาในหนังคือการนำเสนอภาพแทนของโรงพยาบาลหรือคลินิกทำแท้งที่มักมีภาพน่ากลัว อยู่ในที่ลับ จะไปทีแสนลำบาก บรรยากาศในโรงพยาบาลก็ทะมึนทึบ จัดแสงโลว์คีย์จนห้องดูไม่สว่าง ทึม ๆ มัว ๆ  ตัวละครหมอและพยาบาลมีลักษณะแข็งกร้าว พูดจาไร้เยื่อใย ไม่ก็แน่นิ่งทำกับราวคนไข้ไม่มีชีวิตจิตใจ  ตัวละครหญิงที่ท้องเมื่อเข้าไปในห้องก็จะพบกับความรู้สึกหวาดกลัวพรั่นพรึง แน่นอนว่าใครที่ได้ดูต่างก็ติดภาพความน่ากลัวของคลีนิกทำแท้งแสนดำมืดนี้ (และว่ากันตามตรง ภาพคลีนิกที่นำเสนอในหนังเหล่านี้ก็แสนจะไม่จริงเลย) เหตุที่ภาพของคลีนิกทำแท้งไทยผ่านสื่อมักออกมาแบบนี้ก็เพราะ การทำแท้งนั้นนอกจากถูกผูกไว้กับคุณค่าของผู้หญิงแล้ว ยังถูกผูกไว้กับคุณค่าทางศีลธรรมและจริยธรรม ไม่เพียงทำให้อนาคตของหญิงสาวต้องจบลงเท่านั้น แต่ยังเป็นบาปที่ฆ่าชีวิตน้อย ๆ ไปอีก ดังนั้นสถานที่แบบนี้จึงต้องยิ่งทำให้น่ากลัวเข้าไว้ คนจะได้กลัว ไม่กล้าทำผิด

 

 

เมื่อเปรียบเทียบกับฉากทำแท้งใน Sex Education นี่พบว่าต่างกันอย่างกับฟ้าและเหว ตัวคลีนิกทำแท้งสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย ตัวอาคารดูภายนอกรู้ว่านี่คือโรงพยาบาลไม่ใช่ห้องแถวลับ เมื่อเข้าไปรับบริการ มีขั้นตอนต่าง ๆ ทางการแพทย์ เช่น ต้องมีคนมารับเมื่อทำแท้งเสร็จแล้ว ตัวบรรยากาศในโรงพยาบาลหรือแม้แต่ตอนเข้ารับการทำแท้งไม่มีโมเมนต์ไหนเลยที่ชวนให้ดูน่ากลัว แถมพอเสร็จยังเดินกลับไปแบบสบาย ๆ  ชีวิตก็ดำเนินต่อไปตามปกติ ซึ่งตัวซีรีส์เองก็ไม่ได้ทรีตว่าการไปทำแท้งนั้นผิด หรือแนะนำว่ามีเพศสัมพันธ์โดยไม่ต้องป้องกันก็ได้ เพราะก่อนหน้านั้น ในซีรีส์ก็แสดงให้เห็นความหนักใจและครุ่นคิดหาทางออก แม้ซีรีส์จะมีคำตอบให้ตัวละครแต่ก็ไม่ได้บอกว่านี่คำตอบสำเร็จรูปที่ต้องทำตาม วิธีการเล่าในซีรีส์ปล่อยให้คนดูคิดพิจารณาหาทางออกที่เหมาะสมของตัวเอง

การนำเสนอภาพแบบ ไม่น่ากลัวชวนให้คนดูได้เห็นว่ามันมีเส้นทางอื่น ๆ ในด้านจิตวิทยาวัยรุ่นต่อการแก้ปัญหาเรื่องเพศ ภาพไม่น่ากลัวนี้ทำให้เห็นชัดเจนว่าแม้พลาดท้อง ชีวิตก็ไม่จบสิ้น อนาคตไม่ได้จบลงตรงนั้น ต่างจากการนำเสนอภาพแบบน่ากลัวในสื่อบันเทิงไทยที่นำวิธีคิดตัดไฟแต่ต้นลมมาใช้ (ไม่อยากมีชีวิตจบลงแบบเลวร้ายแบบนี้ ก็ต้องไม่ทำแต่แรก) ส่งผลให้เราจินตนาการทางเดินของชีวิตได้น้อยมาก และเมื่อใครคนใดประสบปัญหาแบบนั้นจริง ๆ ทางออกที่เป็นไปได้เหมือนมีแค่ทางเดียวคือ หมดอนาคต แถมสื่อบันเทิงเหล่านี้ยังไปตีตราบาปให้โดยไม่รู้ตัว รวมถึงคำตอบแบบเบ็ดเสร็จนี้ไม่เปิดโอกาสให้คนได้เถียงวิพากษ์วิจารณ์ความคิดอันเป็นรากลึกของปัญหาได้

 

Sex Education ถือเป็นซีรีส์ที่ดีในการเปิดจินตนาการผู้ชมชาวไทยให้เห็นทางอื่น ๆ ในการเล่าเรื่องเพศ ว่าประเด็นเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเล่าแค่สองมุมแบบที่เรามักพบเจอคือ สายดาร์กชีวิตหมดอนาคต กับสายเน้นเซ็กซ์แรง ๆ รวมถึงอาจเปิดแนวทางการทำซีรีส์ของผู้สร้างชาวไทยที่อาจลองมาทางนี้ และนำเสนอภาพที่ไม่น่ากลัวมากขึ้นก็เป็นได้