• 21 มกราคม 2019 at 16:43
  • 217
  • 0

 บทความโดย ศาสวัตร บุญศรี

 

Spider-Man: INTO the Spider-verse

ทางเลือกในการเล่าชีวิตใหม่ Spider-Man

 

 

นับตั้งแต่ขึ้นยุคมิลเลนเนียม ภาพยนตร์ซีรีส์ Spider-man เพียว ๆ ออกฉายไปแล้วถึง7 เรื่อง โดยสามเรื่องแรกนั้นเป็นฉบับของผู้กำกับ Sam Reimi นำแสดงโดย Toby McGuire และสองเรื่องต่อมาเป็นการรีเซ็ตเรื่องใหม่ เปลี่ยนผู้กำกับและทีมงานเป็น Marc Webb และนำแสดงโดย Andrew Garfield  จากนั้น Spider-man ไปปรากฏตัวในซีรีส์อื่น ๆ อาทิ การไปร่วมทีมในฐานะเด็กฝึกงานของ The Avengers ใน Captain America : Civil War

 

 

สไปเดอร์แมนฉบับแซม เรมี สร้างภาพจำให้กับใครหลาย ๆ คน ฉากห้อยหัวแล้วถอดหน้ากากครึ่งหน้าเพื่อจูบกับแฟนสาวถือเป็นหนึ่งในฉากคลาสสิคของภาพยนตร์ร่วมสมัย ดังนั้นถือเป็นความท้าทายไม่น้อยว่าหากมีใครจะนำมาทำต่อหรือนำมาทำใหม่ สิ่งใดกันที่จะทำให้คนดูเกิดภาวะเซอไพรส์

 

สามภาคแรกของ Spider-man ผมมีทฤษฎีส่วนตัวว่าคนที่เข้าไปดูนั้นมีลักษณะการชมคล้ายคลึงกับวิธีการที่คนไทยชมมหรสพอย่างลิเก กล่าวคือ คนดูส่วนใหญ่ที่เข้าไปดูต่างรู้เรื่องราวเนื้อหาอยู่แล้ว ลิเกก็มักหยิบเอาวรรณคดีมาสร้างเป็นฉากและลดทอนรายละเอียดในการเล่าเรื่อง ผู้ชมต่างรู้ดีว่าตัวละครจะต้องเผชิญปัญหาอะไร สู้รบกับใคร แก้ปัญหาอย่างไร และจบอย่างไร ดังนั้นคนไทยไปดูลิเกจึงไม่ได้ไปดูเอาเรื่อง แต่ไปดูเอาท่วงท่าลีลาน้ำเสียงของนักแสดงจนเกิดบรรดาแม่ยกติดตาม ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่ที่เข้าไปดู Spider-man (และอาจรวมถึงหนังแอคชั่นฮีโร่ในยุค 90 - 2000’s เกือบทุกเรื่อง) ล้วนรู้เรื่องราวเหตุการณ์อยู่แล้วผ่านการอ่านฉบับหนังสือการ์ตูน  ซึ่งเหตุการณ์บางอย่างที่ปรากฏในคอมิคอาทิ การเสียชีวิตของตัวละครอื่นก็กลายข้อมูลพื้นฐานที่คนโดยทั่วไปทราบกันดี ดังนั้นคนจึงเข้าไปดู Spiderman ในฐานะดูเอามันส์ และดูว่าเหตุการณ์ที่ตนรู้ดีนั้นมันจะออกมาเป็นภาพอย่างไร

 

เมื่อมีการรีบู๊ทเรื่องมาเป็น The Amazing Spider-man ฉบับนำแสดงโดย Andrew Garfield ในปี ค.. 2012 ความแปลกใหม่ทางด้านเนื้อเรื่องอาจยังมีไม่มากนัก จุดขายนอกจากนักแสดงคนใหม่และฉากแอคชั่นที่ทำได้ดีขึ้นก็อยู่ที่การเปลี่ยนตัวร้ายใหม่ ๆ  เป็นการตอบสนองความปรารถนาของผู้ชมที่ได้เห็นฮีโร่ที่เราชื่นชอบวาดลวดลายเคลื่อนไหวกับตัวละครที่เราไม่เคยเห็นก่อนหน้านั้น

 

 

 

โดยส่วนตัว ผมชื่นชอบ  Spider-man ฉบับล่าสุดที่ปรากฎตัวในซีรีย์ของ The Avengers และมีภาพยนตร์เดี่ยวได้แก่ Spider-man: Homecoming (2017) ที่ทีมงานผู้สร้างได้ตีความใหม่ให้ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์กลายเป็นเด็กน้อยฝึกหัดงานฮีโร่ที่อยากออกไปปฏิบัติภารกิจ ทว่ายังขาดประสบการณ์จนแทบเรียกได้เต็มปากว่าไก่อ่อน แถมยังมีภาวะเห่อหม_ย คิดว่าข้าแน่ไปเสียทุกอย่างแต่ด้วยทัศนคติแบบนี้เลยทำให้ตนเองเอาชีวิตแทบไม่รอด หลายครั้งต้องอาศัยความช่วยเหลือจากฮีโร่คนอื่นโดยเฉพาะ Ironman

 

Spider-man ฉบับ Homecoming นี้เลยกลายเป็นฉบับที่มีคาแรคเตอร์ตัวละครแตกต่างออกไป ทีมงานเลือกใส่จิตวิทยาวัยรุ่นโดยเฉพาะความอยากเด่นดังและการได้รับการยอมรับเข้าไปในโปรไฟล์ตัวละคร ปมตัวเรื่องที่ต้องสู้กับเหล่าร้ายที่กลายเป็นคนใกล้ตัวอาจไม่รุนแรงเท่าการต่อสู้กับตัวเองว่าในสถานการณ์ดังกล่าวควรทำอย่างไร คนดูได้เข้าไปสำรวจความคิดความรู้สึกของตัวละคร ซึ่งหนังทำในจุดนี้ได้ดีมาก ๆ จนแทบทำให้ฉากแอคชั่นในเรื่องนั้นไม่ใช่จุดเด่นอันดับหนึ่งแบบหนังแอคชั่นฮีโร่เรื่องก่อน ๆ (แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะไปโฟกัสที่ความเซ็กซี่ของป้าเมย์แทนก็ตาม)

 

 

สำหรับ Spider-Man: INTO the Spider-verse  ยังคงเป็นโจทย์เดิมว่าหากจะเล่า Spider-man แบบใหม่ ๆ ภายใต้วัฒนธรรมป็อปที่ทุกอย่างล้วนถูกเอามาใช้เป็นมีมและคนดูแทบจะรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับหนังแล้วจะเล่าอะไร แล้วเล่าอย่างไรดี

 

แม้ว่าจะไม่น่าแปลกใจสักเท่าใดนักที่ทีมงานเลือกเอาประเด็นจักรวาลคู่ขนานมาเล่าเพราะเรื่องจักรวาลต่าง ๆ เป็นของคู่กันกับวัฒนธรรมคอมิคของอเมริกันชน พวกเขาหยิบเอาความเป็นป็อปคัลเจอร์ของ Spider-man ทั้งในฉบับคอมิคและภาพยนตร์มาทำปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไขและล้อเลียน

 

 

เราจะเห็นว่าหนังเลือกให้ตัวเอกของเรื่อง ไมล์ส มอราเลส เป็นเด็กชายผิวสีที่ถูกแมงมุมอาบนิวเคลียร์กัด ซึ่งต้องเผชิญปัญหาที่ Spider-man มาก ๆ มือที่ยึดติดกับสิ่งของต่าง ๆ นั้นถูกควบคุมได้ด้วยวิธีใด เสริมด้วยการให้มีปีเตอร์ ปาร์คเกอร์จากจักรวาลคู่ขนานที่รูปร่างภายนอกที่ต่างกันแค่สีผมกับปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ในจักรวาลเริ่มของเรื่อง ทว่าในเชิงโปรไฟล์ตัวละคร ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์อีกคนถูกสร้างขึ้นมาจากการถอดโครงสร้างคุณสมบัติ จากมีซิกซ์แพคก็กลายเป็นลงพุง จากคนยึดถือในอุดมการณ์ก็กลายเป็นพาลเบื่อชีวิต มีปัญหาครอบครัวที่ไม่ตลอดลอดฝั่งเลิกลากันไป ตัวละคร Spider-Man ตัวอื่น ๆ ก็ล้วนถูกเลือกมาจากความเป็นสื่อไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนขาวดำแบบสืบสวน อนิเมะญี่ปุ่น ไปจนถึงตัวการ์ตูนที่อ้างอิงความเป็นการ์ตูนเอง

 

ความแปลกใหม่ของหนังจึงเหมือนกับการล้อและเคารพตัวเองไปในเวลาเดียวกัน (วิดีโอปิดท้ายเรื่องหลังเอนด์เครดิตที่คือการล้อตัวเองอย่างถึงที่สุด) นอกจากนั้นหนังยังใส่สิ่งที่คนดูไม่คาดคิดว่าจะเจอมาก่อนลงไปอีก เช่น การใส่เพลงของ Notorious B.IG. แรปเปอร์ผิวสีลงไปในหนัง ซึ่งหากเป็นก่อนหน้านี้อาจจะดูเป็นการผิดฝาผิดตัวหากดนตรีสไตล์ดังกล่าวจะเผยตัวขึ้น

 

 

น่าสนใจในการเลือกปมปัญหาของตัวละครซึ่งต่างไปจาก Spider-Man คนก่อน ๆ  โมลาเลสเป็นเพียงเด็กชายที่ชื่นชอบการพ่นกราฟิตีแต่พ่อของเขากลับอยากให้เรียนในโรงเรียนเด็กเรียนดี เขาพยายามแต่ก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับโรงเรียนได้ เส้นเรื่องดำเนินไปในสไตล์ Coming-of-age คือตัวละครได้เรียนรู้อะไรบางอย่างก่อนเวลาอันควรผ่านการผจญภัยใด ๆ โมลาเลสได้เรียนรู้ถึงความตาย ความผิดหวัง และการพยายามพิสูจน์ต่อตนเองว่าตัวเองนั้นมีความสามารถ ในขณะที่ตัวละครรองอย่างปีเตอร์ บี ปาร์คเกอร์ที่มาจากอีกจักรวาลคู่ขนาน เขาก็ได้เรียนรู้ไปด้วยพร้อมกันถึงอย่ายอมแพ้ต่อการเริ่มต้นชีวิตใหม่

 

ในงานด้านภาพ ตัวหนังก็ยังล้อกับความเป็นการ์ตูนและสื่ออื่น ๆ บางช่วงเวลาเราจะเห็นการใช้ช่องกล่องข้อความและโทนสีที่ปรากฎแบบในคอมิค บางช่วงหนังเลือกออกแบบให้ภาพมีลักษณะเบลอ มองเห็นไม่ชัดคล้ายกับดูภาพสามมิติ ซึ่งน่าสนใจมากเพราะหลายครั้งจะรู้สึกถูกรบกวนให้หลุดออกจากหนัง แต่อีกสักพักงานด้านภาพก็ปกติ คล้ายกับต้องการก่อกวนสายตาผู้ชมทีละนิด ๆ

 

Spider-Man: INTO the Spider-verse เป็นหนังที่ดูสนุกและมีอะไรให้ได้ลองสังเกตเรื่อย ๆ ตลอดทั้งเรื่อง แฟนคลับ Spider-Man ที่รู้เรื่องเป็นอย่างดีก็ยิ่งน่าสนุกเพราะหนังหยิบเอามุมต่าง ๆ มาเล่นเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันคนที่ไม่ใช่แฟนเดนตายก็สามารถเพลินไปกับหนัง เพราะตัวหนังก็มีปมที่ตัวละครต้องเผชิญ แก้ไขและเรียนรู้ ซึ่งทำออกมาได้อย่างลงตัวและสัมผัสได้ถึงความหนักหน่วงที่พวกเขาต้องแบกรับไว้